วิจัยใหม่เผย Google AI Overviews เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าผลลัพธ์ Organic Search
โลกของ SEO กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! ถ้าคุณยังคุ้นเคยกับการทำอันดับบน Google Search แบบเดิม คุณอาจต้องปรับมุมมองใหม่! เพราะ AI Overviews (AIO) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ และมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าผลลัพธ์การค้นหาแบบ Organic อย่างมีนัยสำคัญ นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญ SEO ต้องปรับตัวให้ทันกับระบบการค้นหาใหม่นี้ แล้วเราควรเตรียมตัวอย่างไร? มาดูข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยล่าสุดกัน

วิจัยใหม่เผย! AI Overviews เปลี่ยนแปลงเร็วกว่า Organic Search – SEO ต้องปรับตัว
งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ AI Overviews (AIO) และ Organic Search เผยข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ AIO และแนวทางที่นักการตลาดควรนำมาพิจารณาสำหรับกลยุทธ์ SEO
ประเด็นสำคัญ
- AIO มีความเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า Organic Search – ข้อมูลพบว่า AI Overviews มีความผันผวนสูง และเปลี่ยนแปลงถี่กว่าผลลัพธ์การค้นหาแบบปกติ
- ความผันผวนของ AIO ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Organic Search โดยตรง – หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงของ AIO ไม่ได้ส่งผลต่อการจัดอันดับผลลัพธ์การค้นหาปกติ
- AIO อาจกำลังแทนที่ Featured Snippets – หรือทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมให้ผลการค้นหาดีขึ้น
- สำหรับ SEO ควรพิจารณา AIO แยกออกจาก Organic Search – นักการตลาดไม่ควรมองว่าทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน
- AIO ให้คำตอบที่แตกต่างกันสำหรับทุกครั้งที่มีการค้นหา – หมายความว่าเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง แม้จะเป็นการค้นหาด้วยคำเดียวกัน
AIO กับความเข้าใจผิดเรื่องการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google
การที่ AIO มีความเปลี่ยนแปลงสูง อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นผลจากอัปเดตอัลกอริทึมของ Google แต่จริง ๆ แล้ว อาจเป็นผลกระทบจาก Google Freshness Algorithm ที่ออกแบบมาให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาตามกระแสข่าวสารและเทรนด์
สิ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัย
นักวิจัยพบว่า Google อาจกำลังเปลี่ยนเจตนาของการค้นหา เล็กน้อยในแต่ละครั้งเพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำขึ้น และสิ่งนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า AIO ไม่ได้ใช้ผลลัพธ์เดิมซ้ำ แต่มีการประมวลผลใหม่ทุกครั้ง
อีกข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ความผันผวนของ AIO ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google เพราะอาจเป็นเพียงผลกระทบจาก Google Freshness Algorithm ที่ออกแบบมาให้รองรับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสและเหตุการณ์ปัจจุบัน
อ่านรายงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่ https://www.authoritas.com/blog/serp-organic-and-ai-overview-volatility-research
AIO แยกตัวออกจาก Organic Search จริงหรอ?
จากผลวิจัยของ Authoritas ทำให้เห็นชัดเจนว่า AI Overviews (AIO) ทำงานแยกจาก Organic SERPs ด้วย 2 เหตุผลหลัก
- AIO มุ่งเน้นสรุปคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อน – โดยดึงข้อมูลจากหลายเว็บไซต์มารวมกันให้เป็นคำตอบที่กระชับและชัดเจน
- Organic Search เน้นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเชิงหัวข้อ (Topically Relevant) – ซึ่งอาจไม่ได้ให้คำตอบที่เจาะจงหรือครบถ้วนเท่ากับ AIO
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม AIO และ Organic Search เปลี่ยนแปลงแยกจากกัน เพราะทั้งสองทำงานบนเส้นทางคู่ขนานและมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน
แทนที่จะกังวลว่า AIO จะมาแทนที่ SEO นักการตลาดควรมองว่า AIO และ Organic Search ทำงานแตกต่างกันแต่เสริมกัน หากเข้าใจหลักการนี้ จะสามารถวางกลยุทธ์ SEO ให้สอดรับกับระบบการค้นหาใหม่ได้ง่ายขึ้น
AIO เหมาะกับคำค้นหาที่ซับซ้อน (Complex Queries) สามารถให้คำตอบที่แม่นยำกว่าผลลัพธ์การค้นหาแบบ Organic โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวข้องกับ แนวคิดที่กว้างและมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
คำค้นหาที่ซับซ้อน (Complex Query) คืออะไร?
คำค้นหาที่ซับซ้อน (Complex Query) เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่มีรายละเอียดและการวิเคราะห์มากกว่าปกติ ซึ่งมักจะเป็นประเภทที่ AI Overviews (AIO) ของ Google ให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่างคำค้นหาทั่วไปกับคำค้นหาที่ซับซ้อนนั้นไม่ชัดเจน เพราะ Google AIO มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ตัวอย่างคำถามที่ซับซ้อน (Complex Query) ซึ่ง AIO จัดการได้ดีกว่า Organic Search คือ
"How is men’s fashion influenced by military style?"
AIO ตอบว่า:
"แฟชั่นผู้ชายได้รับอิทธิพลจากสไตล์ทหารผ่านการนำองค์ประกอบการออกแบบที่ใช้งานได้จริง เช่น ลายเส้นที่เฉียบคม โครงสร้างเสื้อผ้าที่ชัดเจน และเครื่องแต่งกายเฉพาะ เช่น เสื้อโค้ทกันฝน เสื้อแจ็คเก็ตบอมเบอร์ กางเกงคาร์โก้ และลวดลายพราง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเครื่องแบบทหารและถูกนำมาใช้ในเสื้อผ้าลำลองหลังสงคราม”

แต่ Organic Search มักจะให้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "Men’s Fashion" หรือ "Military Style" โดยไม่ได้รวมคำตอบทั้งหมดไว้ในที่เดียว
Google ใช้ Information Gain Algorithm ช่วย AIO อย่างไร?
Google ใช้ "Information Gain" Algorithm ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่พัฒนาสำหรับ AI Search & AI Assistants โดยหลักการของมันคือ การคาดการณ์ว่าผู้ใช้ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม นอกเหนือจากคำตอบที่ได้รับ
ตัวอย่าง: เมื่อมีการค้นหาคำว่า
“How is men’s fashion influenced by military style?”

รูป 2
AIO ไม่เพียงแค่ให้คำตอบหลักเท่านั้น แต่ยังมี "Information Gain Section" ซึ่งเป็นการแนะนำหัวข้อที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ลึกขึ้น เช่น
- โครงสร้างเสื้อผ้าที่คมชัดและมีระเบียบ (Clean lines and structured fit)
- การออกแบบที่ใช้งานได้จริง (Functional design)
- ตัวอย่างไอคอนิคของเสื้อผ้าสไตล์ทหาร (Iconic examples of military clothing)
- ลวดลายพรางและอิทธิพลของมัน (Camouflage patterns)
- ผลกระทบหลังสงคราม (Post-war impact) – อธิบายว่าสงครามมีอิทธิพลต่อแฟชั่นผู้ชายอย่างไรเมื่อทหารกลับบ้าน
สิ่งนี้ช่วยให้ประสบการณ์การค้นหาสมบูรณ์ขึ้น โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องค้นหาซ้ำ! สำหรับนักการตลาดและ SEO นี่หมายความว่า การสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาจเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ถูกดึงไปแสดงใน AI Overviews ได้ง่ายขึ้น!
กลยุทธ์ SEO สำหรับ AIO ควรปรับอย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่า ควรทำ SEO สำหรับ AIO อย่างไร? คำตอบคือ การพยายามจัดอันดับให้ได้ในส่วนของ "Information Gain" อาจไม่ใช่แนวทางที่ได้ผล เพราะ Google สามารถสลับระหว่าง คีย์เวิร์ดหลัก (Main Keyword) และคำถามติดตาม (Follow-up Question) ได้ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น หากมีคนค้นหา “อิทธิพลของลายพรางต่อแฟชั่น” หนึ่งในคำถามติดตามอาจเป็น “อิทธิพลของเครื่องแบบทหารต่อลายพราง” ซึ่งทำให้โครงสร้างของการค้นหาไม่ตายตัว
แนวทางการทำ SEO สำหรับ AIO
ตามผลวิจัยของ Authoritas แนะนำว่า ควรมอง AIO เป็นเพียงฟีเจอร์หนึ่งของ Google Search และ ใช้กลยุทธ์เดียวกับ Featured Snippets ซึ่งหมายถึง
✅ สร้างเนื้อหาที่กระชับ ตรงประเด็น และเข้าใจง่าย – Google ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่สามารถสรุปได้ง่ายและให้คำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ
✅ ใช้โครงสร้างที่อ่านง่ายในรูปแบบที่ Google สามารถดึงไปใช้ได้ – การใช้ หัวข้อย่อย (H1,H2, H3), Bullet Points และตารางข้อมูล ช่วยให้ AI เข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น
✅ ตอบคำถามหลักอย่างชัดเจนในย่อหน้าแรก ๆ – เช่นเดียวกับ Featured Snippets การให้คำตอบที่ตรงประเด็นในช่วงต้นของเนื้อหาจะเพิ่มโอกาสที่ Google จะดึงไปใช้
✅ เชื่อมโยงเนื้อหากับหัวข้อที่เกี่ยวข้อง – AIO มักดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมาเชื่อมโยงกัน หากเนื้อหาของคุณครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายมิติ ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกนำไปใช้
SEO ในยุค AI ไม่ใช่การไล่ล่าตำแหน่งอันดับ 1 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับให้เนื้อหาของเราสามารถถูกเลือกไปแสดงใน AIO ได้
สรุป
AIO และ Organic Search กำลังทำงานควบคู่กันในระบบการค้นหาของ Google โดยที่ AIO เหมาะกับคำถามที่ซับซ้อนและให้คำตอบที่ชัดเจน ในขณะที่ Organic Search ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเชิงหัวข้อ นักการตลาดไม่ควรกลัว AIO แต่ต้องใช้ให้เป็น! ปรับกลยุทธ์ SEO ให้ตอบโจทย์ยุค AI ด้วยเนื้อหาที่ กระชับ ชัดเจนและมีประโยชน์ แล้วคุณจะไม่เพียงแค่ตามทัน แต่จะ นำหน้าเกมการค้นหา