Google อธิบายการใช้งาน Heading Structure กับการทำ SEO
การวาง Heading Structure จำเป็นกับการทำ SEO จริงไหม เป็นคำถามที่มือใหม่หลายคนอาจสงสัย จะใช้ยังไงให้ดีต่อ SEO มาดูคำตอบจากคุณ Gary Illyes จาก Google ที่ได้ออกมาตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้แท็กหัวข้อ (H1, H2 เป็นต้น) ว่าควรใช้อย่างไรให้ส่งผลดีที่สุดต่อ SEO กัน
คุณ Gary Illyes จาก Google ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความสำคัญของการเรียงลำดับแท็กหัวข้อ (H1, H2 ฯลฯ) ตามลำดับชั้น ว่ามีผลต่อ SEO จริงหรือไม่ คำตอบของเขาให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณค่าที่แท้จริงของแท็กหัวข้อต่อกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล
Heading Structure คืออะไร ?
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ การใช้ Heading Structure หรือ แท็ก HTML Header เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของหน้าเว็บไซต์ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบก็มีหน้าที่ของตัวเอง เปรับเสมือนโครงสร้างฐของบ้าน ที่ต้องถูกจัดวางให้เหมาะสมเพื่อสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงและสมบูรณ์ให้กับเว็บไซต์
โดย แท็กหัวข้อ (H1-H6) ทำหน้าที่สื่อสารหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยของหน้าเว็บ โดยสามารถมองเป็นโครงสร้างลำดับของเนื้อหาได้อย่างชัดเจน เมื่อดูเฉพาะหัวข้อเพียงอย่างเดียว

W3C อธิบายเกี่ยวกับแท็กหัวข้ออย่างไร?
องค์กร World Wide Web Consortium (W3C) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน HTML ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ Heading Tag ไว้ดังนี้:
“HTML กำหนดให้มีหัวข้อทั้งหมด 6 ระดับ แท็กหัวข้อจะกำหนดรูปแบบของฟอนต์ การเว้นระยะก่อนและหลังย่อหน้า รวมถึงช่องว่างที่จำเป็นเพื่อให้การแสดงผลหัวข้อดูโดดเด่น หัวข้อเหล่านี้ ได้แก่ H1, H2, H3, H4, H5 และ H6 โดยที่ H1 เป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุด และ H6 เป็นหัวข้อที่มีลำดับความสำคัญต่ำที่สุด”
Heading Tag ยังมีบทบาทคล้ายกับรายการ ในการช่วยจัดโครงสร้างเนื้อหาให้เป็นระเบียบ บ่อยครั้งที่นักออกแบบเว็บไซต์อาจใช้การใส่หมายเลขกำกับหัวข้อ หรือใช้ไอคอนกราฟิกเพื่อช่วยให้ดูคล้ายกับสัญลักษณ์ Bullet Point
หากมองในเชิงโครงสร้างของ HTML Header การเรียงลำดับแท็กหัวข้อตามลำดับชั้นของเนื้อหา (H1 → H2 → H3 ฯลฯ) เป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรทำเพื่อให้เว็บไซต์มีโครงสร้างที่ชัดเจน และช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจเนื้อหาของเราได้ง่ายขึ้น
Heading Tag จากปากของ Google
ผู้ที่ตั้งคำถามได้กล่าวถึงคำแนะนำใน SEO Starter Guide ของ Google ซึ่งแนะนำให้ใช้แท็กหัวข้อ (H1, H2 ฯลฯ) ตามลำดับเชิงความหมาย (Semantic Order) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ใช้ Screen Reader หรืออุปกรณ์ช่วยอ่านหน้าจอ สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ตั้งคำถามสังเกตว่า Google ไม่ได้เน้นว่าการจัดลำดับหัวข้อมีผลโดยตรงต่อ SEO หรือการจัดอันดับของเว็บไซต์ และต้องการทราบว่า SEO Starter Guide ของ Google ล้าสมัยแล้วหรือไม่ เนื่องจากเครื่องมือ SEO บางตัวให้คำแนะนำที่แตกต่างออกไป
คุณ Gary Illyes ได้อ่านคำถามที่ถูกส่งเข้ามาดังนี้:
"ฉันเพิ่งอ่านใน SEO Starter Guide ว่า 'การเรียงลำดับแท็กหัวข้อให้เป็นลำดับเชิงความหมาย (Semantic Order) เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ใช้ Screen Reader แต่จากมุมมองของ Google Search แล้ว การใช้หัวข้อแบบไม่เรียงลำดับก็ไม่มีผลต่อการจัดอันดับ'"
"นี่เป็นความจริงหรือไม่? เพราะเครื่องมือ SEO ตัวหนึ่งให้คำแนะนำที่แตกต่างออกไป"
จริง ๆ แล้วนี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะในทางปฏิบัติ การใช้ HTML Header อย่างเป็นลำดับ (H1 → H2 → H3 ฯลฯ) จะช่วยให้โครงสร้างของหน้าเว็บดูเป็นระบบระเบียบ และช่วยให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเครื่องมือค้นหา เข้าใจลำดับความสำคัญของแต่ละส่วนของเนื้อหาได้ง่ายขึ้น จริงหรือไม่?
คุณ Gary Illyes ได้ให้คำตอบดังนี้:
"เราอัปเดตเอกสารคำแนะนำของเราอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ จริง ๆ แล้ว SEO Starter Guide เพิ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีความเกี่ยวข้องอยู่ ดังนั้นสิ่งที่คุณอ่านจากไกด์นั้นคือข้อมูลที่แม่นยำที่สุดแล้ว"
"นอกจากนี้ เพียงเพราะเครื่องมือ SEO ที่ไม่ใช่ของ Google แนะนำว่าบางสิ่งดีหรือไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะเกี่ยวข้องกับ Google เสมอไป มันอาจเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่ามีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับของ Google"
Google ยังคงยืนยันว่า SEO Starter Guide เป็นแหล่งข้อมูลที่อัปเดตและแม่นยำที่สุดสำหรับแนวทาง SEO และเตือนว่าข้อมูลจากเครื่องมือ SEO อื่น ๆ อาจเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลต่อการทำงานของ Google Search โดยตรง
การใช้ Heading Tag มีผลต่อ Google หรือไม่?
มาตรฐาน HTML Header อย่างเป็นทางการมีความยืดหยุ่นในการใช้แท็กหัวข้อ โดยไม่ได้กำหนดกฎที่เข้มงวดเกี่ยวกับลำดับของหัวข้อ
สิ่งที่มาตรฐาน HTML ระบุเกี่ยวกับแท็กหัวข้อ
เกี่ยวกับการใช้แท็กหัวข้อ:
"แท็กหัวข้อใช้เพื่ออธิบายหัวข้อของเนื้อหาที่อยู่ถัดไปแบบสั้น ๆ ข้อมูลของหัวข้อสามารถถูกนำไปใช้โดยโปรแกรมหรือระบบ Automation เช่น การสร้างสารบัญของเอกสารโดยอัตโนมัติ"
ลำดับความสำคัญของแท็กหัวข้อ:
" Heading Tags ประกอบด้วย H1, H2, H3, H4, H5 และ H6 โดยที่ H1 เป็นหัวข้อที่มีความสำคัญสูงสุด และ H6 มีความสำคัญน้อยที่สุด"

ข้อกำหนดของ HTML5 เกี่ยวกับลำดับ Heading Tags
ในมาตรฐาน HTML5 ได้กำหนดว่าลำดับของแท็กหัวข้อเป็นเพียงแนวทางแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
การกำหนดโครงสร้างของแท็กหัวข้อ:
"แท็กหัวข้อแรกในแต่ละเนื้อหาถือเป็นหัวข้อหลักของส่วนนั้น ๆ หัวข้อที่มีระดับเท่ากันหรือลำดับที่สูงกว่าจะเริ่มต้นเนื้อหาใหม่ ส่วนหัวข้อที่มีลำดับต่ำกว่าจะเป็นหัวข้อย่อยของส่วนก่อนหน้า"
การใช้แท็กหัวข้อในแต่ละ Section:
"ในทางทฤษฎีสามารถใช้แท็กหัวข้อได้ทุกระดับภายใน Section ใดก็ได้ ให้ใช้เฉพาะ H1 หรือเลือกใช้แท็กหัวข้อที่เหมาะสมกับโครงสร้างของเนื้อหา ซึ่งส่วนนี้เแป็นเพียงการแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับ"
สรุปแล้ว H1 สำคัญจริงหรือ? ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Heading Tags สำหรับ SEO
มาตรฐาน HTML อย่างเป็นทางการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "แนะนำ" ให้ใช้ H1 เป็นหัวข้อหลักของเนื้อหา ซึ่งอาจฟังดูแปลกสำหรับบางคน แต่ก็เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงคำแนะนำ ไม่ใช่กฎที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ข้อกำหนดที่เข้มงวดของมาตรฐาน HTML มีเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของ Accessibility เท่านั้น การใช้ Heading Tags แบบเรียงลำดับ (H1 → H2 → H3 ฯลฯ) มีความสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการการช่วยเหลือด้านการเข้าถึง (Accessibility) เช่น ผู้ที่ใช้ Screen Reader ซึ่งจะอ่านตอนเทนต์จากหัวข้อสำคัญที่สุดไปยยังที่สำคัญน้อยที่สุด
เนื่องจากมาตรฐาน HTML อนุญาตให้มีความยืดหยุ่นในการใช้แท็กหัวข้อ Google จึงไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ H1 เป็นหัวข้อหลักของทุกหน้า ซึึ่งจากคำยืนยันของ Google ที่ยึดตามหลักของ W3C ว่า H1 นั้นไม่ได้ส่งผลกับ SEO โดยตรง แต่อย่างไรก็ตามการใส่ H1 รวมถถถึง HTML Header อื่น ๆ นั้นทำเพื่อเป็นแนวทางที่ดีเพียงเท่านั้น
เมื่อช่วงปี 2001 H1 เคยเป็น Heading Tags ที่มีน้ำหนักมากที่สุดใน SEO แต่ปัจจุบัน Google ใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนขึ้น และไม่ได้ให้น้ำหนักกับ H1 เป็นพิเศษอีกต่อไป
คงชัดเจนกันแล้วว่า Google มีมุมมองเกี่ยวกับ Heading Structure อย่างไร แม้ว่าการใช้ H1 จะไม่ได้ถูกให้น้ำหนักเป็นพิเศษจาก Google อีกต่อไปแล้ว แต่การใช้ HTML Header กับเว็บไซต์ก็ยังเป็นสิ่งที่ชาว SEO อย่างเรา ๆ ไม่ควรมองข้าม ยังไงการ Optimize เว็บไซต์ให้พร้อมที่สุดในทุกด้านก็เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ