8 เคล็ดลับทำ Voice Search SEO ที่ใช้ได้จริงในธุรกิจ
Google Voice Search เริ่มถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน การค้นหาด้วยเสียงที่มีความสำคัญมากขึ้น การทำ SEO เพื่อให้รองรับการค้นหาด้วยเสียง จึงเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจของเราได้ดีขึ้น ในวันนี้ The Conductor จะพามารู้จัก Google Voice Search และ กลยุทธ์ที่ใช้ได้จริงในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับการค้นหาด้วยเสียงกับ 8 เคล็ดลับทำ Voice Search SEO ที่ใช้ได้จริงในธุรกิจ
Google Voice Search คืออะไร
Google Voice Search คือ หนึ่งในฟีเจอร์ของ Search Engine ที่เราใช้กันทั่วไปอย่าง Google โดยจะใช้เสียงพูดเพื่อค้นหาข้อมูล แทนการพิมพ์ลงบนช่องค้นหา ฟีเจอร์นี้ใช้เทคโนโลยีการรู้จำเสียงขั้นสูงในการแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ และค้นหาตามข้อความที่ได้มา ลักษณะการค้นหาด้วยเสียง มักจะเป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน
ความสำคัญของ Voice Search ต่อ SEO
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของ User นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป ในปีที่ผ่านมาคนมีการใช้ Voice Search มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการค้นหาด้วยเสียงมักเกิดขึ้นผ่านมือถือ ทำให้การทำ SEO ต้องมีการปรับตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ให้รองรับ Mobile หรือการใช้คีย์เวิร์ดเป็นภาษาพูดมากขึ้น
การทำ Voice Search SEO จึงถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้รองรับการค้นหาด้วยเสียง แล้วเราจะสามารถทำ SEO ให้รองรับการค้นหาด้วยเสียงได้ยังไง วันนี้เรามีทริคดี ๆ มาฝากกัน

8 เคล็ดลับทำ Voice Search SEO
การค้นหาด้วยเสียงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามี 8 เคล็ดลับกลยุทธ์การทำ Voice Search SEO เพื่อพิชิต Google Voice Search จะมีอะไรบ้างมาดูกัน
1. ใช้คำภาษาพูดและ Long Tail Keyword
หนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการค้นหาด้วยข้อความและการค้นหาด้วยเสียง คือการใช้คีย์ดเวิร์ดที่เป็นภาษาพูดและ Long Tail Keyword
ตัวอย่างเช่น คนอาจพิมพ์ว่า “ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุด” ในขณะที่การค้นหาด้วยเสียงอาจถามว่า “ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดคือที่ไหน?”
เพื่อเพิ่มการมองเห็นในการค้นหาด้วยเสียง ควรให้ความสำคัญกับ Long Tail Keyword สำท้อนถึงการพูดที่เป็นธรรมชาติ ใช้วลีคำถามเช่น “อะไร,” “ที่ไหน,” และ “อย่างไร” แต่ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะใช้คำถามแบบไหนลองใช้เครื่องมืออย่าง AnswerThePublic และ AlsoAsked ก็จะสามารถช่วยค้นหาคำถามที่พบบ่อยในอุตสาหกรรมของเราได้
2. โฟกัสไปที่ Feature Snippet หรือ Position Zero
Featured snippets หรือ Position Zero คือกล่องคำตอบสั้น ๆ ที่อยู่ด้านบนสุดของผลการค้นหา ส่วนนี้มีความสำคัญมากสำหรับการค้นหาด้วยเสียง เนื่องจากให้คำตอบโดยตรงสำหรับกับ User
เทคนิคในการจะติดบน Featured snippet ให้ทำคอนเทนต์ที่ตอยคำถามอย่างชัดเจนต่อคำถามที่พบบ่อย ใช้ลิสส์รายการ หรือย่อหน้าสั้น ๆ (40-50 คำ) เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน
3. ให้ความสำคัญกับ Local SEO

การใช้ Voice Search หลายครั้งมักเป็นการค้นหาธุรกิจท้องถิ่น เช่น “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” หรือ “เส้นทางไปปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด”
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการทำ Voice Search SEO ควรมุ่งเน้นที่ Local SEO ด้วยเช่นกัน
ขั้นตอนการทำ Local SEO:
- ปรับปรุงโปรไฟล์ธุรกิจบน Google: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อธุรกิจ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เวลาทำการ และรายละเอียดอื่นๆ ถูกต้อง
- กระตุ้นให้ลูกค้าที่แสดงความคิดเห็น: เพราะรีวิวของลูกค้าสำคัญกับธุรกิจมาก และสามารถปรากฏในผลการค้นหาด้วยเสียงได้อีกด้วย
- ใช้ Local Keyword ในเว็บไซต์: สร้างหน้าหรือโพสต์เฉพาะที่มีวลีอย่าง “ดีที่สุด [สินค้า/บริการ] ใน [เมือง]”
4. เพิ่มความเร็วเว็บไซต์
User ที่ใช้การค้นหาด้วยเสียงต้องการคำตอบที่รวดเร็ว และเว็บไซต์ที่โหลดช้าอาจทำให้พวกเขากดออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่ง Page Speed นั้นมีความสำคัญต่อการจัดอันดับทั้งในการค้นหาปกติและการค้นหาด้วยเสียง
ใช้เครื่องมือเช่น Google PageSpeed Insights เพื่อเช็คเวลาการโหลดและหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้
ความเร็วในการโหลดของเว็บไซต์สามารถเพิ่มได้ด้วยการบีบอัดรูปภาพ ลดขนาดไฟล์ CSS และ JavaScript ใช้การแคชในเบราว์เซอร์ ลดการ Redirect ที่ไม่จำเป็น และอัปเกรดโฮสติ้งและเซิฟเวอร์
5. ใช้ Schema Markup
schema markup คือโค้ดที่ช่วยให้ Search Engine เข้าใจเว็บไซต์ของเราได้ดีขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้สามารถเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับสำหรับการค้นหาด้วยเสียงและการปรากฏในผลการค้นหาแบบพิเศษอย่าง Feature Snippet
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจท้องถิ่น ควรมุ่งเน้นที่ประเภท schema เฉพาะ เช่น LocalBusiness, Restaurant และ Product
Schemas เหล่านี้จะช่วยให้สามารถแชร์รายละเอียดสำคัญต่างๆ เช่น เวลาทำการ ที่อยู่ รายการเมนู และรีวิวจากลูกค้า ให้ Google รู้ได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น: การให้ข้อมูลรายละเอียดกับ Search Engine เกี่ยวกับประเภทอาหาร ช่วงราคา เวลาทำการ และสถานที่ตั้ง จะสามารถเพิ่มโอกาสในการปรากฏในผลการค้นหาด้วยเสียงสำหรับ Keyword เช่น “ร้านซูชิที่ดีที่สุดใกล้ฉันคือที่ไหน?”
6. เพิ่ม Voice-Friendly Content
ในการทำ Voice Search SEO เพื่อทำให้คอนเทนต์ของเราเหมาะการค้นหาด้วยเสียง ควรให้ความสำคัญทั้งในด้านเนื้อหาและวิธีการพูด ซึ่งผู้ใช้ที่ค้นหาด้วยเสียงมักต้องการข้อมูลที่ชัดเจน กระชับ และเข้าใจง่าย
เคล็ดลับในการสร้าง Voice-Friendly Content:
- ตอบคำถามที่พบบ่อยอย่างตรงไปตรงมา
- ใช้คำง่าย ๆ และประโยคสั้น ๆ
- จัดระเบียบเนื้อหาด้วยแท็ก H2, สัญลักษณ์ประเด็นสำคัญ (bullet points)
- รักษาความยาวของย่อหน้าให้สั้น (1-2 ประโยค)
- เขียนชื่อเรื่องที่ชัดเจนและเป็นภาษาพูด ซึ่งตรงกับสิ่งที่คนอาจถามใน Google Voice Search
- หน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เป็นหน้าที่สำคัญในการค้นหาด้วยเสียงเพราะตอบคำถามที่พบบ่อยอย่างตรงไปตรงมา
วลี “ใกล้ฉัน” เป็นคำที่ถูกใช้บ่อยบน Voice Search เช่น “พิซซ่าใกล้ฉัน,” “ปั๊มน้ำมันใกล้ฉัน,” หรือ “เอทีเอ็มใกล้ฉัน” เพื่อเพิ่มการมองเห็นใน Keyword เหล่านี้ มีเคล็ดลับดังนี้:
- พิจารณาระยะทาง ความเกี่ยวข้อง และความโดดเด่นในการค้นหา
- สร้างเนื้อหาและหน้าสำหรับแต่ละสาขา
- เพิ่ม Google Maps ลงในเว็บไซต์เพื่อแสดงตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ
- ใช้ Keyword ในพื่นที่เช่น ชื่อถนนและแลนด์มาร์กสำคัญ
รายละเอียดร้านที่อยู่ เส้นทาง และแผนที่ จะช่วยให้ลูกค้าหาเราเจอได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าการที่ User ได้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานก็เป็นสิ่งที่ Google ชอบเช่นกัน
ปรับปรุงการใช้งานบนเว็บไซต์ (Accessibility)
การค้นหาด้วยเสียงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ User หลายรายที่มีความบกพร่องทางสายตาหรือการเคลื่อนไหว
การเว็บไซต์รองรับการเข้าถึงและสามารถช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้ จะมีส่วนช่วยในการอันดับการค้นหาด้วยเสียงของเราได้ด้วย ซึ่งแนวทางที่สำคัญในการปรับปรุง Accessibility มีดังนี้:
- ใช้ข้อความอธิบาย (ALT Text) สำหรับรูปภาพ
- ให้ข้อความลิงก์ที่ชัดเจน
- รวมคำบรรยายและบทถอดความสำหรับวิดีโอและเสียง
- ใช้โครงสร้าง HTML แบบมีความหมาย (semantic HTML markup)
ติดตามฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ Voice Search อยู่เสมอ
เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีของ Google Voice Search ก็จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ และจะมีวิธีใหม่ ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาบนเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ควรนำมาศึกษาเพิ่มเติมเช่น:
- Alexa Skills หรือ Google Actions เพื่อเข้าถึงกับ User ที่ใช้ Voice Assistant
- Speakable Markup เพื่อแสดงส่วนของคอนเทนต์ที่มีการเล่นเสียง
เรื่องของการทำ Voice Search SEO อาจไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก เพราะในปีที่ผ่านมากระแสของ AI มาแรงจนทุกคนหันไปให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ใช้ Google Voice Search นั้นก็ยังคงเติมโตขึ้นทุกวัน การทำให้ธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับการค้นหาด้วยเสียง ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจของคุณมีอันดับที่ดีในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้การค้นหาด้วยเสียงที่กำลังเติบโตได้ก่อนใคร
ถ้าสนใจอยากเริ่มต้นทำ Voice Search SEO ทาง The Conductor พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำโดน SEO Specialist มืออาชีพ ติดต่อเรามาได้เลย