Google ใช้ปัจจัยอะไรการเลือก Canonical URL มาเช็กกันว่าคุณใช้ถูกต้องไหม?
หากเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเพจที่มีเนื้อหาคล้ายกัน Google ตัดสินใจอย่างไรว่า URL ใดควรเป็นเวอร์ชันหลัก (Canonical URL)? นี่คือหนึ่งในคำถามสำคัญของนักการตลาดและนักพัฒนาเว็บไซต์ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO อย่างถูกต้อง
ในพอดแคสต์ Search Off the Record ตอนล่าสุด Allan Scott จากทีม "Dups" ของ Google เปิดเผยว่า Google ใช้มากถึง 40 ปัจจัย ในการเลือก Canonical URL ไม่ใช่แค่การดู rel="canonical" tags หรือ 301 redirects เท่านั้น แต่ยังพิจารณาสัญญาณอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเลือก URL ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดทำดัชนีและแสดงผลในการค้นหา มาดูกันว่าปัจจัยเหล่านี้มีอะไรบ้าง และคุณจะสามารถเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับที่ดีขึ้น

การเลือก Canonical URL ด้วยกว่า 40 ปัจจัยที่ Google ใช้
ปัญหา เนื้อหาซ้ำกัน (Duplicate Content) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยในโลกของ SEO เพราะหลายเว็บไซต์มีหลายเพจที่มีเนื้อหาเหมือนหรือคล้ายกัน
เพื่อแก้ปัญหานี้ Google ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Canonicalization ซึ่งช่วยเลือก URL เวอร์ชันหลัก เพื่อนำไปจัดทำดัชนีและแสดงผลในผลการค้นหา
Google เคยกล่าวถึงความสำคัญของ rel="canonical" tag, sitemaps, และ 301 redirects ในการกำหนด Canonical URL แต่นอกจากนั้นยังมี ปัจจัยอื่นๆ รวมแล้วมากถึง 40 ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจนี้
Allan Scott กล่าวไว้ว่า:
"ผมไม่แน่ใจตัวเลขที่แน่นอนในตอนนี้ เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ผมคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40 ปัจจัย"
ปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้ในการเลือก Canonical URL
- rel="canonical" tag (แท็กกำหนดเวอร์ชันหลักของหน้า)
- 301 redirects (การเปลี่ยนเส้นทางแบบถาวร)
- HTTPS vs. HTTP (Google ให้ความสำคัญกับ HTTPS มากกว่า)
- Sitemaps (ไฟล์ที่ช่วยบอก Google ว่า URL ใดเป็นเวอร์ชันหลัก)
- Internal linking (โครงสร้างลิงก์ภายในเว็บไซต์)
- ความยาวของ URL (URL ที่สั้นกว่ามักจะถูกเลือกมากกว่า)
น้ำหนักของแต่ละปัจจัยอาจแตกต่างกัน บางปัจจัย เช่น rel="canonical" ไม่ได้มีผลแค่การกำหนด Canonical URL แต่ยังมีผลต่อการจัดกลุ่มเนื้อหาอีกด้วย
การปรับสมดุลของสัญญาณ (Balancing Signals) – เมื่อ Google ต้องเลือก Canonical URL
เมื่อมีสัญญาณหลายตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้งอาจเกิดกรณีที่ สัญญาณขัดแย้งกัน ทำให้ Google ต้องเลือก Canonical URL อย่างระมัดระวัง
เมื่อ Google พิจารณาหลายสัญญาณพร้อมกัน บางครั้งอาจเกิด ความขัดแย้ง ระหว่างสัญญาณต่างๆ ทำให้ต้องมีการตัดสินใจเลือก Canonical URL อย่างรอบคอบ
Scott อธิบายว่า:
"ถ้าสัญญาณขัดแย้งกัน ระบบจะต้องถอยกลับไปใช้ปัจจัยที่มีน้ำหนักน้อยกว่า"
แปลว่า:
- แม้ว่าสัญญาณสำคัญอย่าง rel="canonical" หรือ 301 redirects จะมีอิทธิพลสูง แต่หากมีความไม่ชัดเจน Google จะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ แทน
- กระบวนการ Canonicalization เป็นการปรับสมดุลระหว่างปัจจัยทั้งหมด เพื่อเลือก Canonical URL ที่เหมาะสมที่สุด
การตั้งค่าสัญญาณให้ สอดคล้องและชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ Google เข้าใจว่า URL ใดควรเป็น Canonical URL ที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการกำหนด Canonical URL
1. rel="canonical" tag ไม่ถูกต้องหรือขัดแย้งกัน
- กำหนด Canonical ไปยังหน้า 404 หรือหน้าที่ไม่มีอยู่จริง
- ใช้ Canonical tags หลายตัวในหน้าเดียว แต่แต่ละตัวชี้ไปยัง URL ที่ต่างกัน
- กำหนด Canonical ไปยังโดเมนอื่น ซึ่งอาจทำให้ Google ไม่เข้าใจว่า URL ใดเป็นเวอร์ชันหลัก
วิธีแก้: ตรวจสอบ rel="canonical" ให้ถูกต้อง ใช้เพียง 1 ตัวต่อหน้า และใช้ Absolute URL (URL แบบเต็ม) เพื่อความชัดเจน
2. Canonical Chains หรือ Loops
- Canonical Chain: Page A กำหนด Canonical ไปที่ Page B, และ Page B กำหนด Canonical ไปที่ Page C
- Canonical Loop: Page A กำหนด Canonical ไปที่ Page B, และ Page B กำหนด Canonical กลับไปที่ Page A
วิธีแก้: กำหนด Canonical ไปยังเวอร์ชันสุดท้ายของเพจเสมอ และหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยง Canonical กลับไปกลับมา
3. ใช้ Noindex และ Canonical ร่วมกัน
- Noindex บอกให้ Google ไม่ต้องจัดทำดัชนีหน้าเว็บ
- แต่ Canonical บอกให้ Google รวมเนื้อหาหน้านี้เข้ากับ URL อื่น
- การใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน ส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน อาจทำให้ Google ไม่สามารถเข้าใจว่า URL ควรถูกจัดทำดัชนีหรือไม่
วิธีแก้: ใช้ Canonical tag สำหรับการรวมเนื้อหา และใช้ noindex เฉพาะกรณีที่ต้องการบล็อกจากการจัดทำดัชนี

4. กำหนด Canonical ไปยังหน้า Redirect หรือ Noindex
- หาก Canonical ชี้ไปยัง URL ที่มี 301 Redirect หรือ Noindex อาจทำให้ Google สับสนเกี่ยวกับเวอร์ชันหลักของเพจ
วิธีแก้: Canonical URL ควรชี้ไปยังเพจที่มีสถานะ 200 OK และสามารถจัดทำดัชนีได้
<h3>5. ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ของ URL (Case Sensitivity)</h3>
- URL เช่น example.com/Page และ example.com/page อาจถูกมองว่าเป็น 2 หน้าที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหา Duplicate Content
วิธีแก้: ใช้ ตัวพิมพ์สม่ำเสมอ ใน URL และ Canonical tag
6. ไม่จัดการ Pagination และ URL Parameters อย่างเหมาะสม
- หน้า Pagination (เนื้อหาที่ถูกแบ่งเป็นหลายหน้า เช่น หน้า 1, 2, 3…) อาจถูกมองว่าเป็น เนื้อหาซ้ำกัน (Duplicate Content)
- URL ที่มี พารามิเตอร์เยอะเกินไป (เช่น ?sort=price หรือ ?utm_source=facebook) อาจทำให้ Google เห็นว่าเป็นหลายหน้าแยกกัน
วิธีแก้: ใช้ rel="canonical" tag ชี้ไปที่ หน้าแรกของซีรีส์ หรือใช้ตัวเลือก "View All" หากมี
Key Takeaways
- Google ใช้สัญญาณมากถึง 40 ปัจจัย ในการกำหนด Canonical URL โดย rel="canonical" tags และ 301 redirects เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด
- หากสัญญาณขัดแย้งกัน Google จะใช้ ปัจจัยรอง ในการตัดสินใจเลือก Canonical URL ที่เหมาะสมที่สุด
- การกำหนด Canonical URL อย่างถูกต้อง ช่วยให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยง ความผิดพลาดทั่วไป เช่น Canonical loops, ใช้ Noindex ร่วมกับ Canonical และกำหนด Canonical ไปยังเพจที่ Redirect อาจทำให้ Google ไม่สามารถเลือก URL หลักได้อย่างถูกต้อง
- แม้ว่า Google จะไม่เปิดเผยปัจจัยทั้งหมดที่ใช้ในการเลือก Canonical URL แต่ข้อมูลนี้ให้แนวทางที่ชัดเจนสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ของคุณ
แม้ว่า Google จะไม่เปิดเผยรายการปัจจัยทั้งหมดที่ใช้ในการกำหนด Canonical URL แต่ข้อมูลที่เปิดเผยนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์และนักการตลาดเข้าใจหลักการทำงานของอัลกอริทึมได้ดีขึ้น การตั้งค่าสัญญาณให้ ถูกต้องและสอดคล้องกัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ ได้รับการจัดทำดัชนีอย่างแม่นยำ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการ ปรากฏในผลการค้นหาอันดับต้น ๆ อีกด้วย