หลักฐานชัด Google สามารถตรวจจับ Content AI ได้!
สาย Content AI ต้องมีหนาวกันบ้าง ข้อมูลล่าสุดเผยว่า Google กำลังจับตามองเนื้อหา AI ภายใต้บริบทเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือในการจัดอันดับผลการค้นหาให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อช่วงปลายปี 2024 ที่ผ่านมา มี SEO Specialist จากออสเตรเลียที่มีสายตาไว ค้นพบหลักฐานทางอ้อมว่าระบบค้นหาของ Google ใช้เทคโนโลยีตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI เพื่อช่วยจัดอันดับผลการค้นหา ซึ่งที่จริงแล้วซ่อนอยู่ตรงหน้าเรามานานหลายปี! แม้ Google จะค่อนข้างเปิดเผยเกี่ยวกับนโยบายด้านคอนเทนต์ แต่ข้อมูลล่าสุดจากโปรไฟล์ LinkedIn ของหนึ่งในทีมงาน Google ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

Gagan Ghotra Tweet:
“FYI: Googler Chris Nelson จากทีม Search Quality ระบุใน LinkedIn ของเขาว่า เขาเป็นผู้ดูแลทีมระดับโลกที่พัฒนาระบบการจัดอันดับ ซึ่งรวมถึง ‘การตรวจจับและจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI’ ใน Google Search”
นโยบายเกี่ยวกับการจัดการ AI Content
ก่อนอื่นเลย มาทำความรู้จักคุณ Chris Nelson พนักงานของ Google ที่ทำงานในแผนก Search Ranking และยังเป็นผู้ร่วมเขียนแนวทาง เกี่ยวกับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ของ Google
ประสบการณ์การทำงานกับ Google คุณ Chris
“ผมดูแลทีมระดับโลกขนาดใหญ่ที่สร้างโซลูชันการจัดอันดับ (Ranking Solutions) สำหรับ Google Search และรับผิดชอบในด้านต่าง ๆ ดังนี้:
- ป้องกันการบิดเบือนสัญญาณการจัดอันดับ (เช่น การป้องกันการละเมิด สแปม และเนื้อหาที่เป็นอันตราย)
- จัดหาแนวทางเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับปัญหาด้านคุณภาพ (เช่น การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และข้อมูลเชิงลึก)
- จัดการกับประเด็นเนื้อหาใหม่ ๆ (เช่น การตรวจจับและการจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI)
- ให้รางวัลแก่คอนเทนต์ที่มีประโยชน์และสร้างความพึงพอใจ”
แม้ว่าจะไม่มีเอกสารวิจัยหรือสิทธิบัตรเกี่ยวกับการจัดอันดับการค้นหา (Search Ranking) ภายใต้ชื่อของ Chris Nelson แต่อาจเป็นเพราะเขามีพื้นฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ทำคอนเทนต์ และ Digital Marketer ต่อคุณ Chris Nelson มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก:
- เขาระบุว่ามีการจัดการ “การตรวจจับและการจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI”
- เขามีบทบาทในการให้ “ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับปัญหาด้านคุณภาพ
แม้ว่าการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ (User Interaction) และข้อมูลเชิงลึก (Insights) อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับและจัดการคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI แต่ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนงานนี้มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจประเด็นด้านคุณภาพของเนื้อหา (Search Quality Issues) ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
หน้าที่ของคุณ Chris Nelson ถูกกำหนดให้ดูแลการประเมินและวิเคราะห์ปัญหาด้านคุณภาพของเนื้อหาในแผนก Search Ranking ของ Google โดย “Quantitative Understanding” หรือการวิเคราะห์เชิงปริมาณ จะเน้นไปที่การประมวลข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ในขณะที่ Qualitative Understanding จะมุ่งเน้นไปที่การหาข้อมูลเชิงลึก ตอบคำถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” ที่อยู่เบื้องหลังแนวโน้มหรือพฤติกรรมของข้อมูลที่สามารถสังเกตได้

Chris Nelson: คือผู้ร่วมเขียนนโยบายคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ของ Google
คุณ Chris Nelson ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนแนวทาง เกี่ยวกับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ของ Google ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ห้ามการใช้ AI ในการผลิตเนื้อหาโดยตรง แต่แนะนำว่าไม่ควรใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ขัดต่อแนวทางป้องกันสแปมของ Google ซึ่งบางคนอาจมองว่าขัดแย้งในตัวเอง เพราะในอดีต AI มักถูกเชื่อมโยงกับการสร้างเนื้อหาอัตโนมัติปริมาณมาก ซึ่ง Google เคยถือว่าเป็นสแปม
อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญอยู่ในรายละเอียดนโยบายของ Google ที่กระตุ้นให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ให้ความสำคัญกับ “ผู้ใช้” เป็นหลัก มากกว่าที่จะเน้นเอาใจระบบเสิร์ชเพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน การโฟกัสไปที่ “คำค้นหายอดนิยม” ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งอย่างมากเกินไป จนละเลยคุณภาพของเนื้อหาที่แท้จริง อาจทำให้เว็บไซต์กลายเป็นคอนเทนต์แบบเพื่อ Search Engine มากกว่าคอนเทนต์เพื่อผู้ใช้จริง ซึ่งเราก็เคยเห็นตัวอย่างมาแล้วในหลาย ๆ เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคุณภาพดีแต่กลับตกอันดับในการอัปเดตของ Google เมื่อปี 2024
คำแนะนำจาก Google สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาใช้ AI ในการสร้างคอนเทนต์ ได้ระบุไว้ว่า
“อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีไหนในการผลิตเนื้อหา หากต้องการประสบความสำเร็จใน Google Search ควรสร้างคอนเทนต์ที่เป็นต้นฉบับ มีคุณภาพสูง เน้นประโยชน์ต่อผู้ใช้ และสะท้อนคุณสมบัติ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, และ Trustworthiness) อย่างครบถ้วน”
แล้วทำไม Google ถึงไม่แบน AI Content ?
ในเอกสารที่คุณ Chris Nelson ร่วมเขียนกับ Google ได้อธิบายว่า “ระบบอัตโนมัติ” (Automation) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำคอนเทนต์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการดึงข้อมูลผลการแข่งขันกีฬา พยากรณ์อากาศ การสร้าง Meta Description เป็นจำนวนมาก หรือการอัปเดตข้อมูลที่อ้างอิงจากวันเวลา
โดยเอกสารระบุว่า:
“…ยกตัวอย่างเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีความกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาจำนวนมากที่แม้จะสร้างโดยมนุษย์ แต่ก็ออกมาในรูปแบบ Mass-Produced จนหลายคนเสนอให้ ‘ห้าม’ การสร้างคอนเทนต์โดยมนุษย์ แต่แน่นอนว่าไม่มีใครคิดว่าการออกกฎแบนเนื้อหาที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเหมาะสม เราจึงเลือกพัฒนาระบบของเราเพื่อยกระดับและให้รางวัลแก่คอนเทนต์คุณภาพสูงแทน
…การใช้ Automation ในการสร้างคอนเทนต์มีมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลการแข่งขันกีฬา สภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งบทถอดเสียง Automation ได้ถูกนำมาใช้ในการเผยแพร่คอนเทนต์ที่มีประโยชน์มานานแล้ว และ AI ก็สามารถช่วยให้การสร้างคอนเทนต์เหล่านี้มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ได้ในรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นเต้น”
Google ตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ได้ยังไง?

ในเอกสารที่คุณ Chris Nelson ร่วมเขียน ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า Google จะ “แยกแยะ” คอนเทนต์คุณภาพต่ำตามวิธีการสร้างอย่างไร แต่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับข้อมูลในโปรไฟล์ LinkedIn ของเขาที่ระบุว่า “การตรวจจับและการจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI” เป็นส่วนหนึ่งของงาน
เอกสารแนวทางเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ได้กล่าวว่า:
“คอนเทนต์คุณภาพต่ำไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับ Google Search เราได้จัดการกับคอนเทนต์คุณภาพต่ำทั้งที่สร้างโดยมนุษย์และระบบอัตโนมัติมานานหลายปี เรามีระบบเดิมที่ใช้ประเมินว่าคอนเทนต์มีประโยชน์หรือไม่ …และเราก็ปรับปรุงระบบของเราอย่างสม่ำเสมอ”
แล้วเราจะอธิบายอย่างไรว่า งานหลักส่วนหนึ่งของคุณ Chris Nelson คือการ “ตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI” ขณะที่นโยบายของ Google เองบอกว่า ไม่สำคัญว่าคอนเทนต์คุณภาพต่ำจะสร้างมาจากไหน?
คำตอบอยู่ที่บริบท
“บริบท” คือกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจ ข้อมูลต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นภาพงานที่คุณ Chris Nelson ดูแลอย่างชัดเจนมากขึ้น:
“จัดการกับประเด็นเนื้อหาใหม่ ๆ (เช่น การตรวจจับและจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI)”
คำว่า “novel content issues” หมายถึงปัญหาหรือความท้าทายด้านคุณภาพของคอนเทนต์ที่ Google ยังไม่เคยเผชิญมาก่อน โดยเฉพาะการตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นสแปม และต้องอาศัยกระบวนการ “ตรวจจับและจัดการ” (detection and treatment) เพื่อรักษาคุณภาพการค้นหาให้ดีต่อไป
ในบริบทของ “detection and treatment” นั้น อาจหมายถึงการจัดการเนื้อหาคุณภาพต่ำเป็นหลัก เพียงแต่ไม่ถูกระบุชัดในโปรไฟล์ LinkedIn ของเขา เพราะคงไม่คาดคิดว่าจะมี SEO Specialist จะมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกว่า Google ตรวจจับและจัดการคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI อย่างไร
แม้ว่าการใช้ AI สร้างคอนเทนต์จะไม่ได้ถูกห้ามโดยตรงจาก Google อย่างไรก็ดีเหล่า Content Creator ก็ควรที่จะต้องคำนึงถึงคุณภาพเนื้อหาที่ออกมาให้ดี การสร้างคอนเทนต์ปริมาณมากด้วย AI อาจไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นหากจะสร้างคอนเทนต์ด้วย AI การใช้เวลาขัดเกลาให้ได้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน