Search Engine คืออะไร ? ธุรกิจโตได้ง่าย ๆ แค่ทำความเข้าใจ
ในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี “Search Engine” ได้กลายเป็นเครื่องมือสุดทรงพลังที่แทบจะขาดไม่ได้สำหรับทุกธุรกิจ เพราะไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า บริการ หรือข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ ก็ล้วนผ่านการค้นหาในระบบ Search Engine ทั้งสิ้น วันนี้ทางเราจะพามาทำความเข้าใจว่า Search Engine คืออะไร เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถใช้งาน Search Engine ได้อย่างถูกต้อง ธุรกิจของคุณอาจเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนตามแทบไม่ทันเลยทีเดียว กับ Search Engine คืออะไร ? ช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจโตได้อย่างก้าวกระโดด

Search Engine คืออะไร
Search Engine คือ ระบบหรือเครื่องมือค้นหาที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ บทความ รูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์ต่าง ๆ ตามคีย์เวิร์ดที่ใส่ลงไปบน Search Engine โดนอาศัยการทำงานของ Algorithms ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเพื่อแสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องให้ทันที
วิธีการทำงานของ Search Engine
Search Engine ทำงานผ่านกระบวนการสำคัญ 3 ขั้นตอน คือ Crawling (การค้นหาและเก็บข้อมูล) Indexing (การทำดัชนี) และ Ranking (การจัดอันดับ) โดยการทำงานเหล่านี้เปรียบเสมือนการสร้างสารบัญสำหรับข้อมูลจำนวนมหาศาลบนโลกออนไลน์
Crawling: ค้นหาและเก็บข้อมูล
Crawling คือ ขั้นตอนที่บอท (Bot) หรือสไปเดอร์ (Spider) ของ Search Engine ออกสำรวจเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อค้นหาเนื้อหาใหม่ ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในหน้าเว็บที่มีอยู่เดิม เมื่อค้นพบเว็บเพจ บอทจะอ่านและเก็บข้อมูล (เช่น ข้อความ รูปภาพ ลิงก์) เพื่อเตรียมส่งต่อไปยังขั้นตอนถัดไป
Indexing: การทำดัชนี
Indexing คือ กระบวนการที่ Search Engine นำข้อมูลที่ได้จากการ Crawling มาวิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ และเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือดัชนี เมื่อผู้ใช้งานใส่คำค้นหาใน Search Engine ระบบจะดึงข้อมูลจากดัชนีนี้มาคำนวณและแสดงผลลัพธ์ที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด
Ranking: การจัดอันดับ
Ranking คือ ขั้นตอนสำคัญที่ Search Engine จะประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากขั้นตอน Indexing เพื่อจัดลำดับว่า หน้าเว็บใดควรปรากฏก่อนหรือหลังในหน้าผลการค้นหา (Search Engine Results Pages: SERPs) โดย Search Engine จะพิจารณาปัจจัยหลากหลาย เช่น
- คุณภาพของเนื้อหา (Content Quality) – เนื้อหามีความถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้มากน้อยแค่ไหน
- โครงสร้างและประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience: UX) – หน้าเว็บโหลดเร็ว รองรับการใช้งานบนมือถือ และใช้งานง่ายไหม
- ความน่าเชื่อถือและลิงก์ย้อนกลับ (Backlinks) – มีเว็บไซต์อื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือเชื่อมลิงก์เข้ามา (Backlinks) ไหม
- ความสอดคล้องกับคำค้นหา (Relevancy) – เนื้อหามีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่ผู้ใช้พิมพ์ลงไปมากแค่ไหน
กระบวนการ Ranking นี้ จึงเปรียบได้กับการ “ตัดสินคุณภาพ” ของหน้าเว็บ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เจอกับผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์และตรงตามความต้องการมากที่สุด
Search Engine มีกี่ประเภทกันนะ
ในการใช้งานให้ถูกต้องนั้น สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ ประเภทของ Search Engine ที่สามารถแบ่งออกได้หลายวิธี แต่ที่พบเห็นได้บ่อย ๆ มักจะแบ่งตาม “ประเภทของข้อมูล” ที่ใช้ค้นหา และ “ลักษณะเครื่องมือ” ดังนี้
ประเภทของ Search Engine ตามประเภทข้อมูล
- Web Search Engine - ค้นหาเว็บเพจทั่วไป เช่น Google, Bing
- Image Search Engine - ค้นหารูปภาพ เช่น Google Images, Pinterest
- Video Search Engine - ค้นหาวิดีโอ เช่น YouTube, Vimeo
- News Search Engine - ค้นหาข่าวสาร เช่น Google News
ประเภทของ Search Engine ตามลักษณะเครื่องมือ
- Crawler Based Search Engine - เปรียบเสมือน “นักเดินทาง” ที่ตะลุยเก็บข้อมูลทั่วโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบอท ก่อนจะนำมาฝากไว้ในฐานข้อมูล
- Web Directory - คล้ายกับ “สารบัญเว็บไซต์” ที่แยกข้อมูลเป็นหมวดหมู่ชัดเจนโดยมนุษย์
- Meta Search Engine - ใช้การวิเคราะห์ “Meta Tag” ในภาษา HTML เพื่อดึงเอาผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องจากหลายระบบค้นหามาแสดงรวมกันในที่เดียว
- Hybrid Search Engine - ป็นการผสานพลังระหว่าง Crawler Based Search Engine กับ Web Directory เข้าไว้ด้วยกัน
เบื้องหลัง Search Engine มี Algorithms ซ่อนอยู่

การทำงานของ Search Engine ที่เป็นไปได้อย่างราบรื่นนั้นผู้ที่ทำงานอย่างไม่หยุดพักเบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องมือสุดทรงพลังนี้ก็คือ Algorithms หลากหลายตัวที่แบ่งหน้าที่การทำงานกันเป็นอย่างดี เปรียบได้กับ “สมอง” แต่ละส่วน ของ Search Engine ที่ช่วยในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ ว่าเนื้อหาใดมีความเกี่ยวข้องและมีคุณภาพเพียงพอที่จะปรากฏในอันดับต้น ๆ การอัปเดตอัลกอริทึมแต่ละครั้งจึงส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างมาก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Google ซึ่งเป็น Search Engine อันดับ 1 ในปัจจุบัน ส่วนนี้ทางเราเลยขอพามาดูตัวอย่างของ Algorithms บน Google กันว่าแต่ละตัวมีหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง
1. Google Panda
“เจ้าแพนด้าจับผิด” ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้คุมกฏ ให้คุณภาพของเนื้อหาเป็นไปตามมาตรฐานของ Google หากเว็บไซต์ไหนมีเนื้อหาซ้ำซ้อน ไม่สดใหม่ หรือคุณภาพต่ำ ก็อาจถูกลดอันดับได้ทันที เหมือนเจ้าแพนด้าเอื้อมมือมาตีเบา ๆ เพื่อเตือนให้รีบปรับปรุง!
2. Google Penguin
“เพนกวินนักตรวจสอบลิงก์” คอยตามสืบว่าการสร้างลิงก์ (Backlinks) เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมชาติเพียงใด หากมีการสแปมลิงก์เกินเหตุ เพนกวินตัวนี้จะไม่รอช้าในการปรับอันดับเว็บไซต์ ทำให้เจ้าของเว็บต้องใส่ใจคุณภาพลิงก์มากขึ้น
3. Google Hummingbird
“นกฮัมมิงเบิร์ดเสิร์ฟความตรงใจ” นกตัวจิ๋วที่ฉลาดและว่องไวจะคอยวิเคราะห์ความหมายรวม (Context) ของคำค้นหา เพื่อจับคู่กับเนื้อหาที่ตรงใจผู้ใช้ที่สุด ทำให้ผลลัพธ์การค้นหามีความเกี่ยวข้องและแม่นยำมากขึ้น
4. Google RankBrain
“ระบบ AI อัจฉริยะ” ที่เสริมทัพความสามารถด้านการเรียนรู้ของ Search Engine ให้เข้าใจพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ Google แสดงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของแต่ละบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความสำคัญของ Search Engine กับธุรกิจ
แน่นอนว่าสำหรับคนที่ว ๆ ไป Search Engine นั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก ๆ ในการค้นหาข้อมูล ตั้งแต่การหาสินค้าและบริการ จนถึงการหาข้อมูลเป็นแแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
จุดนี้แหละคือสิ่งที่ธุรกิจน้อยใหญ่ไม่ควรที่จะมองข้าม เพราะ Search Engine เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคนใช้งานเป็นจำนวนมาก คงจะดีไม่ใช้น้อยถ้าผู้ใช้ค้นหาข้อมูลแล้วเจอเว็บไซต์ของเราทันทีเลยจริงไหมหละ การใช้ Search Engine เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการทำแคมเปญการตลาด ในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพีบงแค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากขึ้น
การตลาดบน Search Engine
เมื่อพูดถึงความสำคัญของ Search Engine ที่มีต่อธุรกิจกันไปแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่าการทำการตลาดบน Search Engine ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าอยากเริ่มแคมเปญการตลาดบน Search Engine แล้วหละก็ SEO และ SEM ก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มให้ความสนใจได้แล้ว
SEO
SEO (Search Engine Optimization) คือ หัวใจหลักในการทำการตลาดบน Search Engine ด้วยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และเนื้อหาของเรา ให้ตรงกับมาตรฐานของ Search Engine แต่ละตัว เพื่อให้ติดอันดับผลการค้นหาบนอันดับแรก ๆ
การทำ SEO จึงจำเป็นต้องเข้าใจการทำงานของ Search Engine เป็นอย่างดี รวมถึง Algorithms แต่ละตัว เพื่อจะสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้การทำ SEO ยังเป็นการทำการตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับการทำโฆษณาด้วยการยิง Ads เพราะการที่ติดอยู่บนอันดับที่ดีบน Search Engine นอกจากจะได้ Traffic เข้ามาในเว็บไซต์แล้วเพื่อสร้างยอกขายแล้ว ยังทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือมากมากขึ้น
SEM
แม้ว่าการทำ SEO เป็นการทำการตลาดบน Search Engine ที่ใช้งบประมาณน้อย แต่ก็จำเป็นต้องใช้เวลาเช่นกัน SEM (Search Engine Marketing) เลยเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ด้วยการจ่ายเงินเพื่อให้ได้อันดับที่ดีในจุดที่ต้องการ
การทำงานของ SEM จะอยู่ในรูปแบบการจ่ายต่อคลิก (PPC) เป็นการซื้อโฆษณาในหน้าค้นหาให้เว็บไซต์ปรากฏในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเร่งยอดขายหรือเข้าถึงผู้ชมในทันที
ตัวอย่าง Search Engine ยอดนิยม

ราชาแห่งวงการ Search Engine ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก! Google ไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียง แต่ยังมาพร้อมระบบอัลกอริทึมอัจฉริยะและฐานข้อมูลขนาดยักษ์ ครอบคลุมแทบทุกคำค้นหาบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่การหารีวิวร้านอาหาร ไปจนถึงการหาข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้ในพริบตา
Bing
Search Engine ของดีจาก Microsoft ที่มักถูกมองข้าม แต่ Bing มีเอกลักษณ์อยู่ที่ฟีเจอร์ค้นหารูปภาพและวิดีโอที่โดดเด่น พร้อมเครื่องมือเสริมที่ให้ความละเอียดและมุมมองที่ต่างจาก Google ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ นักการตลาดบางกลุ่มจึงนิยมใช้ Bing เพื่อเข้าถึงผู้ชมในกลุ่มที่ Google อาจจะยังไม่ครอบคลุม
Yahoo
Yahoo มีประวัติยาวนานและเคยเป็น Search Engine ที่มีฐานข้อมูล Directory ใหญ่ที่สุดในยุคแรก ๆ ปัจจุบัน Yahoo ยังคงมี Loyalty User โดยเฉพาะในต่างประเทศบางแห่ง การที่เว็บไซต์ปรากฏตัวใน Yahoo จึงอาจช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมได้แบบไม่ควรมองข้าม
Yandex
“ยักษ์ใหญ่แดนหมีขาว” ที่ครองใจผู้ใช้ในรัสเซียและพื้นที่ใกล้เคียง จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบฟีเจอร์และการวิเคราะห์ภาษารัสเซียได้อย่างลึกซึ้ง หากเล็งทำตลาดในรัสเซีย Yandex คือเครื่องมือค้นหาที่ไม่ควรพลาด เพราะจะช่วยให้เข้าใจและเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
Baidu
เจ้าตลาดแดนมังกร อย่าง Baidu คือ Search Engine อันดับหนึ่งของจีนที่มาพร้อมฟีเจอร์คล้าย Google ทั้งบริการแผนที่ เพลง วิดีโอ และเนื้อหาอื่น ๆ แต่ถูกปรับให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ใช้ชาวจีนเป็นพิเศษ การทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาในประเทศจีนก็ต้องหันมามองที่ Baidu ที่เป็นเหมือนประตูสู่การค้าออนไลน์ในประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายร้อยล้านคน
แม้ว่าเครื่องมือค้นหาเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะใกล้ตัว แต่ลึก ๆ แล้วก็มีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจ หลังจากอ่่านบทความนี้แล้วก็หวังว่าผู่อ่านทุกคนจะเข้าใจเกี่ยวกับ Search Engine มากขึ้นและพร้อมที่จะใช้งานเพื่อนำพาธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เริ่มต้นทำการตลาดบน Search Engine ได้ง่าย ๆ กับ The Conductor พร้อมบริการครบวงจรทั้ง SEO และ SEM อย่ารอช้าคลิกเลย!