Sitemap คืออะไร ? สิ่งที่ไม่ควรพลาดถ้าอยากติดอันดับบน Google
การทำให้เว็บไซต์ของให้ติดอันดับบน Google (Search Engine Result Pages) ไม่ได้มีแค่การใช้คีย์เวิร์ดหรือการปรับปรุงคอนเทนต์ให้มีคุณภาพเท่านั้น แต่ “Sitemap” เองก็เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้าม! มาดูกันว่า Sitemap คืออะไร มีประโยชน์ยังไง และทำไมเว็บไซต์ทุกแห่งถึงควรมีกับ Sitemap คืออะไร ? สิ่งที่ไม่ควรพลาดถ้าอยากติดอันดับบน Google
Sitemap คืออะไร
Sitemap คือ แผนผังรายการหน้าเว็บ ทั้งหมดที่อยู่ในเว็บไซต์ของเรา หรือถ้าแปลตรงตัวเลยก็คือแผนที่ของเว็บไซต์ ซึ่งเราใช้เพื่อช่วยให้ Search Engine อย่าง Google, Bing, Yahoo หรืออื่น ๆ รู้ว่าเว็บไซต์ของเรามีหน้าไหนบ้าง และโครงสร้างถูกจัดวางอย่างไร ซึ่งก็คือ “แผนที่” ที่ช่วยให้บอทของ Search Engine สามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจเนื้อหาในเว็บได้ง่ายขึ้น
ทำไมทุกเว็บไซต์ถึงควรมี Sitemap
ลองนึกภาพที่เราไปอยู่ที่ต่างประเทศที่เราไม่คุ้นเคย การไม่มีแผนที่หรือใครที่คอยบอกทาง รับประกันได้เลยว่าหลงแน่ ๆ Sitemap จึงเป็นส่วนที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ ในการบอกกับบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์เรา
โดย Sitemap นั้นเป็นส่วนสำคัญในการทำ SEO และมีประโยชน์ดังนี้
- ช่วยให้บอทค้นหาได้ง่าย
การมี Sitemap จะช่วยให้ Search Engine Bot เข้ามาเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง ส่งผลให้เว็บไซต์เข้าสู่ขั้นตอน Indexing ได้เร็วมากยิ่งขึ้น
- ทำให้เนื้อหาถูกจัดหมวดหมู่ชัดเจน
เมื่อบอทเข้ามาเก็บข้อมูล เนื้อหาในแต่ละหน้าก็จะถูกประมวลผลและแสดงผลตามหมวดหมู่ได้อย่างเหมาะสม
- เพิ่มโอกาสติดอันดับ
แม้ Sitemap จะไม่ใช่ตัวการันตีอันดับโดยตรง แต่ก็เพิ่มโอกาสให้หน้าต่าง ๆ บนเว็บไซต์ถูก Index เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อโอกาสในการติดอันดับที่มีมากขึ้นเช่นกัน
ประเภทของ Sitemap มีอะไรบ้าง
Sitemap ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว แต่ถูกแยกตามชนิดเนื้อหา และจุดประสงค์ที่ต้องการให้บอทเข้ามาเจาะลึกข้อมูลได้สะดวกขึ้น ทีนี้เรามาดูกันว่า Sitemap แต่ละประเภทมีอะไรบ้าง
HTML Sitemap

HTML Sitemap คือ Sitemap ที่สร้างหน้าเว็บเพจขึ้นมาเพื่อแสดงลิสส์รายการ ลิงก์ภายในเว็บไซต์ ที่จะออกมาในรูปแบบที่มนุษย์อ่านและเข้าใจได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ในการนำทาง User ที่ต้องการเจอหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว
ซึ่งตัวของ HTML Sitemap นั้นจะเน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ให้อยู่บนเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้นซะมากกว่า จึงทำให้ผลต่อ SEO ค่อนข้างน้อย
XML Sitemap

XML Sitemap คือ Sitemap ในรูปแบบไฟล์ XML ที่เน้นอธิบายโครงสร้างให้ Search Engine Bot หรือ Google Bot เข้าใจได้ดีที่สุด บอกว่าเว็บมี URL อะไรบ้าง อัปเดตครั้งล่าสุดเมื่อไร มีความถี่ในการอัปเดตข้อมูลมากน้อยแค่ไหน
การทำงานของ XML Sitemap จะมีความซับซ้อนมากกว่า HTML Sitemap เนื่องจากมีการทำงานของ Coding เบื้องหลังที่จะคอยสื่อสารกับ Bot และส่งผลต่อการ Crawling และ Indexing เป็นอย่างมาก ทำให้ไซต์แมพประเภทนี้เป็นส่วนสำคัญในการทำ SEO
Image Sitemap
Image Sitemap คือ Sitemap ที่ถูกสร้างมาเพื่อเน้นรวบรวมไฟล์รูปภาพทั้งหมดในเว็บไซต์ โดยระบุรูปภาพทั้งหมดเป็น URL เหมาะกับเว็บที่มีภาพประกอบจำนวนมาก ช่วยให้บอทอ่านคีย์เวิร์ดในรูปภาพ (Alt Text) และ Index ได้รวดเร็วขึ้น
Video Sitemap
Video Sitemap คือ Sitemap สำหรับวิดีโอ การทำงานจะคล้ายคลึงกับ Image Sitemap แต่จะเปลี่ยนจากการเก็บไฟล์รูปภาพเป็นวิดีโอแทน เหมาะสำหรับเว็บที่มีคอนเทนต์วิดีโอ เพื่ออธิบายตำแหน่ง ของวิดีโอ ความยาว เนื้อหา หรือรูปภาพหน้าปก ทำให้ Google Bot สามารถเข้าใจวิดีโอบนเว็บไซต์และแสดงผลบน Google Video Search ได้ดีขึ้น
News Sitemap
News Sitemap คือ Sitemap ที่ออกแบบมาสำหรับเว็บไซต์ข่าว ที่ต้องการบอกบอทเกี่ยวกับคีย์เวิร์ด หัวข้อข่าว ประเภท และเวลาที่เผยแพร่ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีการลงข่าวสารอัพเดตอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เนื้อหาข่าวบนเว็บไซต์ของเราถูกค้นหาเจอได้บน Google News หรือเครื่องมือค้นหาด้านข่าวสารอื่น ๆ สามารถดึงข้อมูลได้ง่าย
ตัวอย่างการเตรียม Sitemap
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการเตรียม XML Sitemap เพราะเป็นที่นิยมที่ทุกเว็บไซต์ต้องมี รวมถึงมีผลทาง SEO มากที่สุด

ลิสต์หน้าทั้งหมดในเว็บ
อันดับแรกในการสร้าง sitemap.xml นั้น จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าหน้าเว็บไซต์ของเราจะต้องมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าหลัก เกี้ยวกับเรา สินค้า บทความ หรือติดต่อเราก็ตาม ซึ่งขั้นตอนนี้จริง ๆ แล้วควรเตรียมกันตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างเว็บไซต์เลยทีเดียว
ตรวจสอบว่าหน้าไหนเป็นหน้าสำคัญและหน้าไหนเป็นหน้าเสริม
เมื่อได้รายการหน้าครบแล้ว ให้ไล่ดูว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักที่ขาดไม่ได้ เช่น หน้าเกี่ยวกับเรา (About Us), หน้าสินค้าหรือบริการ (Product/Service), หน้าบทความ (Blog/Article) ที่ต้องการให้ปรากฏบนผลการค้นหา ตลอดจนหน้าเล็ก ๆ อื่น ๆ ที่อาจจะไม่สำคัญเท่า แต่น่าจะมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เยี่ยมชม การแบ่งประเภทหน้าหลักและหน้าเสริมจะช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ในไฟล์ Sitemap ได้ดีขึ้น
กำหนดโครงสร้าง URL
โครงสร้าง URL ที่ดีควรเป็น URL ที่อ่านง่าย และสื่อความหมายตรงกับเนื้อหาในหน้าเพจนั้น ๆ เช่น
- URL แบบกระชับ: www.yoursite.com/product/ ชื่อสินค้า
- บอกหมวดหมู่ชัดเจน: www.yoursite.com/blog/ ชื่อบทความ
การมีโครงสร้าง URL ที่สั้นและชัดเจน จะช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น ไม่สับสนเวลาคลิกผ่านลิงก์ต่าง ๆ
นำข้อมูลที่ได้ไปวางในรูปแบบไฟล์
เมื่อได้ข้อมูลครบและจัดโครงสร้างเรียบร้อย ถึงเวลานำลิสต์ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในรูปแบบไฟล์ที่ Search Engine อ่านได้อย่าง sitemap.xml
เริ่มสร้าง Sitemap.xml ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าข้อมูลเยอะไปหมด Sitemap จะต้องสร้างยากแน่ ๆ เลย แต่ในความจริงแล้วไม่ได้ยากอย่างที่คิด โดยการสร้าง Sitemap จะทำได้ทั้งเขียนเองแบบ Manual หรือใช้โปรแกรมช่วยสร้างก็ยังได้
สร้าง Sitemap แบบ Manual
การสร้าง Sitemap ด้วยตัวเองแบบ Manual อาจจะยุ่งยากกว่าสักนิด เพราะต้องลิสส์รายการ URL ของเว็บไซต์มาเองทั้งหมด แต่ข้อดีก็คือเราสามารถปรับแต่งเองได้ทุกจุด ซึ่งวิธีการทำนั้นก็ง่ายนิดเดียว เริ่มจาก
- เปิดโปรแกรมแก้ไขข้อความ (Notepad, Sublime Text)
- เขียนโครงสร้าง XML ตามมาตรฐาน (urlset, url, loc, lastmod, changefreq, priority)
- บันทึกไฟล์เป็นชื่อ “sitemap.xml” แล้วอัปโหลดขึ้นโฟลเดอร์หลัก (Root Directory) ของเว็บไซต์
สร้าง Sitemap ผ่านเครื่องมือสำเร็จรูป

ในส่วนของการสร้าง Sitemap ด้วยเครื่องมือสำเร็จรูป วิธีนี้ถือว่าง่ายมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะไม่จำเป็นต้องเขียนหรือลิสส์รายการอะไรมาเลย แค่นำ Domain เว็บไซต์ของเราไปใส่ในเครื่องมือแต่ละตัว ก็จะสามารถได้ไซต์แมพ มาแบบอัตโนมัติ
- สำหรับเว็บไซต์ Wordpress สามารถใช้ปลั๊กอิน (Plugin) เช่น Yoast SEO, All in One SEO สร้างไซต์แมพ ออกมาได้เลย
- ใช้เว็บไซต์ Generator เช่น www.xml-sitemaps.com, seositecheckup.com หรือเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อดึงข้อมูล URL และสร้างไฟล์ Sitemap อัตโนมัติ
ถ้าเว็บไซต์ไม่มี Sitemap จะเป็นอย่างไร
เว็บไซต์ที่ไม่มี Sitemap สำหรับเว็บไซต์เล็ก ๆ อาจไม่มีปัญหามากนัก แต่สำหรับเว็บไซต์ใหญ่ถือเป็นฝันร้ายเลยก็ว่าได้ เพราะโอกาสที่จะติดอันดับได้นั้นช่างริบหรี่เหลือเกิน ซึ่งการไม่มีไซต์แมพอาจส่งผลกระทบต่อทั้งการทำ SEO และประสบการณ์ผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ ดังนี้
บอทอาจเก็บข้อมูลไม่ครบ
เนื่องจาก Search Engine Bot ต้องทำการ Crawl ตามลิงก์ไปเรื่อย ๆ เพื่อเก็บข้อมูลหน้าในเว็บไซต์ของเรา หากไม่มี Sitemap เป็นตัวช่วยนำทาง โอกาสที่บอทจะเจอหน้าสำคัญที่อยู่ลึกลงไปก็จะลดลงไปด้วย นั่นหมายความว่าหน้าที่คุณตั้งใจทำเนื้อหาปัง ๆ ไว้ อาจไม่ได้รับการ Index (เก็บข้อมูล) จาก Google ตามที่คุณต้องการ
เสียโอกาสในการติดอันดับ
ในเมื่อบอทไม่สามารถเข้าไปเก็บข้อมูลได้ครบ โอกาสในการแสดงผลบทความดี ๆ หรือหน้าสินค้าสำคัญบนผลการค้นหาก็จะลดลง ส่งผลให้เว็บไซต์อาจไม่ได้ติดอันดับดี ๆ แม้ว่าจะมีการใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพแล้วก็ตาม อีกทั้ง ถ้าบอทเข้ามาเก็บข้อมูลไม่บ่อย เพราะไม่เจอเส้นทางที่ชัดเจน ก็อาจทำให้อันดับร่วงลงได้เช่นกัน
ผู้ใช้งานอาจหาหน้าอื่นไม่เจอ
นอกจากผลกระทบด้าน SEO แล้ว ผู้ใช้งานเองก็อาจจะหาหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ได้ยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีหลายหมวดหมู่และหลายบทความ ก็อาจทำให้พวกเขาหลงทางหรือสับสน ไม่รู้ว่าจะคลิกไปหน้าไหนต่อ ซึ่งจะส่งผลต่อ “User Experience” (UX) และอาจทำให้ผู้ใช้งานปิดหน้าเว็บและไม่กลับมาอีก
Sitemap คืออะไร อ่านมาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่า ทุก ๆ คนคงคลายความสงสัยกันไปได้บ้างแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วไซต์แมพเป็นสิ่งที่สำคีญที่หลาย ๆ เว็บไซต์อาจมองข้ามไป เพราะฉะนั้นถ้าอยากติดอันดับที่ดีบน Google และรักษาอันดับนั้นไปได้นาน ๆ ก็ต้องไม่ลืมหันมาใส่ใจ Sitemap กันด้วย
ถ้าต้องการเริ่มต้นทำ SEO ทีมงานมากประสบการณ์จาก The Conductor พร้อมให้คำปรึกษา ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ ถ้าพร้อมแล้วติดต่อเราเข้ามาได้เลย!!